สช.ปรับเกณฑ์กู้เงินกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ

เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ดร.อรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมกช.  ซึ่งมีนางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธาน เห็นชอบการปรับปรุงแก้ไข ร่าง ประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกู้ยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ และ ร่างประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ

สำหรับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้ ตามที่ สช.เสนอ เพื่อพักชำระหนี้ หรือ ปรับลด หรือ งดเบี้ยปรับ แก่ลูกหนี้เงินกู้ยืม และลูกหนี้เงินยืมทุกรายที่ร้องขอ และรายเดิม ที่ทำสัญญากู้ยืมก่อนประกาศฯ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกู้ยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ พ.ศ.2560 มีผลบังคับใช้

เพื่อเป็นการช่วยเหลือโรงเรียนเอกชนที่มีจำนวนนักเรียนลดลง และได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้มีการค้างชำระหนี้จำนวนมาก ทั้งนี้ ลูกหนี้สามารถขอขยายระยะเวลาชำระหนี้สูงสุดได้ไม่เกิน 20 ปี

เลขาธิการ กช.กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบในหลักการการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้โรงเรียนในระบบ กู้ยืมเงิน หรือ ยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทากระทบของโรงเรียนเอกชน จากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามที่ สช.เสนอ

โดยให้โรงเรียนกู้ยืม รายละไม่เกิน 5 แสนบาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 4 และผ่อนชำระคืนภายใน 12 งวด ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบ สช.ปรับปรุงประกาศการดำเนินงานของกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในส่วนของการบริหารกิจการโรงเรียนต่อไป

“หลักเกณฑ์ มีดังนี้ให้โรงเรียนในระบบกู้ยืมหรือยืมเงิน รายละไม่เกิน 500,000 บาท คิดอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 4 ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด สำหรับโรงเรียนในระบบ และปลอดดอกเบี้ยสำหรับการโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามภาคใต้โดยให้ผ่อนชำระคืนภายใน 1 ปี หรือ 12 งวด ใช้บุคคล 2 คน เป็นผู้ค้ำประกันผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารโรงเรียนการชำระคืน โดยยินยอมให้หัก ณ ที่จ่าย จากเงินอุดหนุนรายบุคคล ที่ได้รับจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน โดยหัก ณ ที่จ่ายไม่เกินร้อยละ 20 ของจำนวนเงินอุดหนุนรายบุคคลที่ได้รับในแต่ละเดือน

เลขาธิการ กช.กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังเห็นชอบเชิงในเชิงนโยบายให้ สช.สำรวจข้อมูลจำนวนนักเรียนที่มีสิทธิรับเงินอุดหนุน จากเดิมวันที่ 10 มิถุนายน 2563 เป็นวันที่ 10 สิงหาคม 2563 เช่นเดียวกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)

เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประชุมหารือเรื่องอาหารเสริม (นม) ในวันเดียวกัน ที่จะส่งผลต่อการขอรับเงินอุดหนุนรายบุคคล ประจำปีการศึกษา 2563 โดยในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2563 ให้ขอรับเงินอุดหนุนรายบุคคลตามจำนวนนักเรียนที่มีอยู่จริงในเดือนมีนาคม 2563 และการขอรับเงินอุดหนุนฯ ประจำเดือนสิงหาคม 2563 ให้เบิกตามจำนวนนักเรียนที่มีอยู่จริงในเดือนกรกฎาคม 2563

เดลินิวส์

https://www.dailynews.co.th/education/770666

Related posts